ซึ่งตลาดต่างประเทศ ทั้งตะวันออกกลางและยุโรปต้องการอย่างสูง ซื้อขายกันด้วยราคาแพง จนมีคำกล่าวว่า น้ำมัน หอมระเหยจาก “ไม้กฤษณา”ราคาสูงที่สุดในโลก

ปัจจุบัน อาชีพสกัดน้ำมันหอมไม้กฤษณาในประเทศไทยยังคงอยู่ โดยปรับตัวให้สอดคล้องเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาชีพนี้ยังสร้างรายได้อย่างงามให้คนในวงการหลายจังหวัด เช่น ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงกำลังได้รับความนิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจรวมแล้วกว่า 1 แสนต้น โดยการบุกเบิกของนายก้อเดช เส็มหมาด อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 ม.8 ต.ชะรัด อ.กงหรา จ.พัทลุง กว่า 30 ปี ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการไม้กฤษณานำมาสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นชากฤษณา ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ แก้โรคความดัน เบาหวาน บำรุงโลหิตในหัวใจ บำรุงตับ ปอด และแก้ลมอ่อนเพลีย

ก่อนจะมาเป็นธุรกิจได้อย่างทุกวันนี้ คุณลุงก้อเดชได้เล่าเรื่องราวให้กับทีมงานกัมปงไทยฟังว่า เริ่มจากการซื้อมา-ขายไป ไม่ได้มีทุนรอนมาจากไหน โดยได้ความรู้มาจากเพื่อนที่ทำอยู่ส่งตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อก่อนทำแบบใต้ดิน คำว่าใต้ดินคือ ไม่มีการบอกว่าขายที่ไหน ตลาดอยู่อย่างไร เพียงเอาของมาก็ซื้อ หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ.2545 ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำให้โดนตำรวจจับ เพราะเป็นไม้ไม่อนุญาต เนื่องจากความนิยมดังกล่าวทำให้เกิดอาชีพตัดไม้กฤษณาส่งขายโรงสกัดน้ำมันหอมอย่างแพร่หลาย กระทบให้ต้นกฤษณาถูกโค่นล้มจำนวนมาก ที่สุดแล้วต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองให้กฤษณาเป็นไม้อนุรักษ์

ในช่วงนั้นถึงกับท้อ ไม่อยากทำธุรกิจนี้แล้ว เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ก็โดนยึดไปด้วย หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาแล้ว จึงคิดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย โดยไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีอบรมเกี่ยวกับเรื่องไม้กฤษณาทุกเดือน จากนั้นก็มาปลูกเองโดยเริ่มจากบริเวณข้างบ้านขยายสู่ชุมชน และเมื่อปลูกแล้วกว่าจะเป็นสารสารกฤษณาที่เกิดในธรรมชาติใช้เวลา 10-50 ปี จะต้องกระตุ้นให้ไม้กฤษณาหลั่งสารกฤษณาให้ได้ทั้งปริมาณ และคุณภาพน้ำมันหรือเกิดเป็นไม้แก่นให้ได้ ประกอบกับไปเจอตำราโบราณของปู่ ทำให้ได้รู้สรรพคุณว่าไม้กฤษณาแก้โรคหลายอย่าง จึงเกิดแนวคิดนำมาปรับปรุงเป็นชา นำใบมาทดลองทำเป็นชา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ทำชาขึ้นมาเรียกว่าชากฤษณา (ซึ่งถือเป็นรายแรกในจังหวัดพัทลุง)

ต่อมาได้ไปเจอหนังสือพืชสมุนไพรพื้นบ้านของสำนักเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดลที่เขาวิจัยเอาไว้แก้โรค เมื่อทดลองมาแล้วไม่มีปัญหาไม่เกิดผลข้างเคียง จึงมีแรงบันดาลใจที่จะทำชาตัวนี้ ทำมาเรื่อยจนกระทั่งช่วงหลังได้เข้าร่วมกับโครงการเข้ารับการบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ประมาณ 2 ปี ทางมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร โรงเรือน และการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการตลาด ที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ พร้อมทั้งเขียนแผนธุรกิจ
หลังจากนั้นได้ส่งตัวผลิตภัณฑ์ไปให้ลูกชายที่มาเลเซีย เมื่อทดลองแล้วปรากฎว่าได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ลูกชายจึงนำไปจัดตั้งเป็นบริษัทอยู่ที่มะละกา ประเทศมาเลเซีย และจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด(ห.จ.ก.) เมื่อปีพ.ศ.2553 ภายใต้ชื่อ ห.จ.ก.เคดี กฤษณา ซึ่งแปลได้หลายความหมาย อาทิ Kingdragon มังกรฟ้า หรือกฤษณาดี(ทับศัพท์) หรือก้อเดชก็ได้เป็นของตนเองพอดี
“สิ่งที่ภาคภูมิใจและอาชีพนี้เป็นบุญคุณแก่ตนและครอบครัวอย่างมาก เพราะแม้ว่าตนจะไม่ได้เรียนสูง จบเพียงชั้นประถม 4 แต่สามารถส่งลูกๆ ทั้ง 7 คนเรียนจบปริญญาตรี-โทได้และบางคนก็ได้เรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ถือเป็นริสกีที่พระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงประทานลงมาให้แก่ครอบครัวตนจริงๆ” คุณลุงก้อเดชกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
สำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณลุงก้อเดช นอกจากชากฤษณา และน้ำหอมที่ให้ราคาดีกว่า (จำหน่ายขวดละ 105,000 บาท) แล้ว ยังมีกาแฟกฤษณา มี 3 สูตร ออริจินัล, คลาสสิก, พรีเมี่ยม ซึ่งสูตรต่างๆ คุณลุงเป็นคนคิดค้นเองโดยมีแนวคิดมาจากประเทศแคนาดา โดยส่งออกจำหน่ายนอกจากภายในประเทศแล้วยังได้ส่งจำหน่ายไปยังประเทศมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย จากนั้นก็มีชาวต่างประเทศติดต่อเข้ามาขอตัวอย่างไปทดลอง บางรายติดใจขอมาทำสัญญาให้ส่งไปให้ ตลอดถึงประเทศแถบตะวันออกลาง ได้แก่ประเทศบาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน ตุรกี อิรัก อิสราเอล คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย และประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในราคาส่ง ถุงใหญ่ขนาด 80 กรัม บรรจุ 36 ซอง ถุงเล็กขนาด 40 กรัม บรรจุ 18 ซอง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบและได้รับรองเครื่องหมายฮาลาลเรียบร้อยแล้ว
และขณะนี้กำลังนำกฤษณามาผลิตเป็นยากันยุง “น้ำมันตะไคร้หอม” ส่วนในอนาคตเล็งทำฉลากภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ พร้อมทั้งเตรียมที่จะผลิตแบบครบวงจร และขยายเป็นโรงงาน สร้างเครื่องมือเพื่อรองรับการสั่งสินค้าในอนาคต
คุณลุงก้อเดชได้ฝากถึงพี่น้องมุสลิมว่า “เราต้องนำสิ่งที่ดีนำเสนอแก่ผู้อื่น เพื่อที่จะได้รู้ว่ามุสลิมก็มีความสามารถ ตามในอัลกุรอาน บอกว่าเราต้องเป็นอุมมะห์ เป็นประชาชาติที่เป็นผู้นำ ดังอายะห์หนึ่งในอัลกุรอาน ความว่า “เราจะเรียกร้องชวนเชิญเพื่อนมนุษย์โลกให้ออกมาร่วมกันทำความดี” มีความตั้งใจว่า ถ้าหากทำไปสักระยะหนึ่งแล้วได้ผลกำไรจะเอารายได้ที่ได้ 3% ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กเรียนดี แต่ไม่มีทุนในการเรียน เด็กกำพร้า คนเจ็บทุกข์ได้ยาก ผมหวังว่าจะทำอย่างนั้นไม่ได้หวังอะไรอีก”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมโทร.นายศิระเดช ศรีนุ่นขาว ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาทักษิณ 085-293-7260 และนายก้อเดช เส็มหมาด 089-879-2246
______________________________________________________________________
ที่มา : http://thaimuslim.com/view.php?c=10&id=19365
ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต


0 ความคิดเห็น
เรื่องเด็ด น่าคิด น่าชม ที่ทุกที่ ทุกเวลา เรื่องเด็ด น่าคิด น่าชม ที่ทุกที่ ทุกเวลา 108thinks.blogspot.com