ข้อคิดของพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม อดีตนักโทษทุจริตคอรัปชั่น

พระรักเกียรติ สุขธนะ รักขิตะธัมโม อดีตนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข ได้บวชตั้งแต่ปี 2552 หลังจากพ้นโทษจำคุก 17 ปี ยึดทรัพย์ 233 ล้านบาท แต่จำคุกจริง 5 ปี ข้อหารับสินบน 5 ล้านบาท
จากบริษัทยา มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ขณะเป็นรมว.สาธารณสุข และในขณะที่ครองเพศบรรพชิตก็ได้ข้อคิดจากธรรมะหลายสิ่งอย่าง  เช่น

รักการเมือง
    พระรักเกียรติ รกฺขิตธมฺโม เป็นนักเรียนสวนกุหลาบและสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม ท่านเป็นนักกิจกรรมตัวยง จนผลการเรียนไม่ดีเท่าที่ควร แต่ในที่สุดก็สามารถจบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงภายใน 4 ปี จากนั้นก็ไปสมัครผู้แทนฯที่บ้านเกิด คือ อุดรธานี แล้วก็ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนตั้งแต่อายุ 28 แล้วก็หลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จและได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยและรัฐมนตรีหลายสมัยจนถึงอายุ 50 ปี จึงก้าวพลาด ในที่สุดได้ถูกตัดสินจำคุก 15 ปีฐานทุจริตคอร์รัปชั่น อยู่ในคุกตั้งแต่ปี 2547 แต่ได้รับพระราชทานโทษเป็นระยะๆ จนพ้นโทษเมื่อ 5 พค. 2553

รักสนุก
    ท่านเล่าถึงชีวิตในอดีตอย่างชัดเจนว่าสมัยที่มีบารมี มีคนเสนอตัวรับใช้มากมาย ท่านสนุกกับการเล่นการพนันในต่างประเทศ เคยได้เงินถึง 109 ล้านบาท แต่ก็เคยเล่นเสีย 20-30 ล้านบาท รวมทั้ง สนุกกับการเที่ยวเตร่และ เที่ยวผู้หญิงในหลายๆ ประเทศ

รักตัวกลัวตาย
    ท่านไม่ได้ไปฟังคำพิพากษา เพราะทราบดีว่าจะต้องถูกจับเข้าคุกทันที แต่ท่านพิจารณาว่าควรตัดสินใจอย่างไร ระหว่าง
- มอบตัว (แต่มองเข้าไปในคุกแล้ว น่ากลัว ไม่กล้า ทำใจไม่ได้)
- หนีไปต่างประเทศ (กลัวว่านานไปจะไม่สามารถอยู่ได้เพราะถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว)
- ฆ่าตัวตาย ( ไม่กล้าและกลัวถูกทับถมหนักกว่าเดิม)
ในที่สุดจึงตัดสินใจหนีไปตั้งหลักก่อน โดยอยู่ในประเทศไทย แต่ใช้วิธีซ่อนตัวอยู่ตามบ้านญาติ และเปลี่ยนที่ทุก 3 เดือน  เมื่อถูกจับ ท่านบอกว่า “…แทนที่จะเศร้าใจ หรือเสียใจ กลับมีความรู้สึกโล่งอกโล่งใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก.....โล่งใจว่า ไม่ต้องหนีอีกแล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด” 


รักสลาย
   ท่านใช้คำพูดเรียบๆ ง่ายๆ แต่อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจ สรุปได้ว่า
- ภรรยาคนแรกขอหย่าในขณะที่ท่านรับโทษในคุกและขอกลับไปใช้นามสกุลเดิม เพราะเกิดความอับอาย ส่วนภรรยาคนที่สองขอไปอยู่กับสามีใหม่ และภรรยาคนที่สามก็มีสามีใหม่เช่นกัน
- สำหรับเพื่อนนักการเมืองด้วยกันนั้น ท่านบอกว่า “…เขาบอกว่าอย่าโทรมา เดี๋ยวเขาแท็บสาย หรือดักฟังโทรศัพท์ เขาจะซวยไปด้วย ในวันที่เราตกต่ำเดือดร้อน ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ไม่มีใครมาเป็นเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง มีแต่คนปฏิเสธบอกว่าไม่รู้จัก ไม่สนิท เป็นชีวิตที่ทรมานที่สุด"
รักลูกและญาติพีน้อง
   จากการที่ท่านถูกพิพากษาให้ยึดทรัพย์และถูกจำคุก 15 ปี รวมทั้งการหลบหนีคดี มีผลกระทบต่อครอบครัวรุนแรงมาก คือ ลูกชายที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ต้องกลับมาเรียนที่กรุงเทพฯโดยน้องสาวของท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ เพราะพ่อไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อ น้องสาวซึ่งเป็นตัวเก็งว่าจะได้รับเลือกขึ้นเป็นคณบดีก็ไม่ได้รับคัดเลือก น้องชายและน้องสาวซึ่งมุ่งมั่นจะเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นก็ไม่ได้รับคัดเลือก

    ท่านบอกว่า “คนที่ไม่มีลูก คงไม่เข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อว่าเสียใจไปกับลูกแค่ไหนที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้”

*** ท่านยังเน้นอีกว่า “ สิ่งที่เกิดนับเป็นข้อผิดพลาดที่กระทบกระเทือนไปหมด ทั้งพ่อแม่พี่น้องวงศ์ตระกูล อาตมาจึงมุ่งมั่นรับนิมนต์ไปบรรยายธรรมะเพื่อเตือนสติท่านทั้งหลายว่า อย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท เพราะผลที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ตัวท่านเอง หากมีผลกระทบกับคนใกล้ชิด คนที่ท่านรักด้วย ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะทางจิตใจอาจจะมีมากว่าทางกายหลายร้อยหลายพันเท่า” 


รักชีวิตและจิตใจ
    แม้จะถูกจำคุกแต่ท่านไม่ได้ทอดอาลัย ท่านศึกษากฎระเบียบของเรือนจำทำให้ ‘เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ ว่ามีโอกาสได้รับพระราชทานอภัยโทษและพ้นโทษก่อนกำหนดหากประพฤติตัวให้เป็นนักโทษชั้นดีหรือชั้นเยี่ยม

   ท่านจึงพยายามรักษาชีวิตไม่ให้ตายในคุก โดยระมัดระวังรักษาสุขภาพทั้งเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย เพราะท่านเห็นว่า “ตายในคุกสื่อจะประโคมข่าวกันเป็นประวัติศาสตร์เลยว่า มีรัฐมนตรีติดคุกแล้วตายในคุก ได้อายกันไปถึงลูกหลานเหลน...”
 
*** ในส่วนของการรักษาจิตใจไม่ให้บ้า นั้น ท่านบอกว่า “ พูดอย่างไม่อายเลยว่า ความกลัวเป็นบ้า ทำให้อาตมาหวังพึ่งธรรมะพระพุทธเจ้า” ท่านจึงเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา


รักธรรมะ
    ช่วงที่อยู่ในคุกท่านได้ศึกษาและทำกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมะหลายอย่าง เช่น ร่วมในการเรียนและปฏิบัติธรรม จัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์พร้อมคำแปลแจกให้ผู้ต้องขัง เป็นต้น 

    ท่านพูดถึงศีล 5 และตัวท่านเอง ว่า “ถ้าทุกคนไม่ทำผิดศีล 5 ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไปทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เช่นเดียวกับอาตมา ถ้ารักษาศีลข้อ 4 คือ ไม่พูดปด ไม่ทุจริต ไม่ฉ้อโกง อาตมาคงไม่ติดคุก”  ระหว่างที่ได้รับการพักโทษ คือ ได้ออกจากเรือนจำแต่ต้องไปรายงานตัวทุกเดือนนั้น ท่านได้ลาบวช และขอบวชต่อจนพ้นโทษ

พระรักเกียรติลาสิกขาบท เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่  9 มกราคม  ที่วัดศรีนคราราม อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี 

ที่มา : http://women.postjung.com/734708.html

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น