จาก เหตุการณ์ 14 ตุลา หรืออยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ดังเช่น 6 ตุลา

เมืองไทยตอนนี้ มีแต่ความสับสนวุ่นวาย สร้างความลำบากพระทัย ให้พ่อหลวงมิใช่น้อย เสรีภาพ คืออะไร ประชาธิปไตยคืออะไร นามธรรม ที่เรียกสิ่งเหล่านี้ คืออะไร หากแม้นว่า ประเทศที่สงบสุข คือสิ่งที่คนไทยต้องการมิใช่หรือ เหลือเวลาเลือกตั้งอีกแค่ไม่กี่เดือน และวันสำคัญยิ่ง พ่อหลวง ครบรอบ 80 ปี อยากให้พระองค์ สบายพระทัย แม้เพียงนิด จากใจชาวไทยจริงๆ เรื่องบางเรื่อง ยอมกันบ้าง หากไม่มีใครยอมใคร อีกฝ่ายก็จะเอาชนะ
อีกฝ่ายให้จงได้ แล้วชาติจะสงบสุขได้อย่างไร  เหตุการณ์ 14 ตุลา แม้เพียงในหลวงท่าน ออกมาเตือนครั้งเดียว ก็สงบสุข ทุกฝ่ายเกรงพระทัย ยัยเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่มีความร้ายแรงไม่เท่า ทำไมถึงไม่ฟัง แม้นท่านจะห้ามหลายหน ทุกคนกลับเมินเฉย พอแล้ว พอบ้าง เมืองไทยบอบช้ำ แย่งกันเพื่ออำนาจของคนไม่กี่คน สนุกตรงไหน มาวันนี้ ขอความสงบสุข เพื่อประชาชนชาวไทย อย่างแท้จริงเถิด
 14ตุลา2516
คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
โดย น้าชาติ ประชาชื่น

1.อยากทราบว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดขึ้นได้อย่างไร และจบลงแบบใด

ตอบ- ข้อมูลมาจากหนังสือ "จาก 14 ถึง 6 ตุลา" ของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ถ้าห้องสมุดมีแนะนำให้ไปอ่านอีก

เหตุการณ์ 14 ตุลา ไม่ใช่เกิดขึ้นปุบปับ สรุปจากที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ ก็คือ ในช่วงปี 2514-2516 การเมืองภายในประเทศของไทย เริ่มก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง คือมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2511 มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2512

แต่สถานการณ์กลับตาลปัตร เมื่อรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ปฏิวัติตนเอง ในปี 2514 เพื่อครองอำนาจต่อไป ทั้งๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ และเศรษฐกิจ มีบรรยากาศเล่นพรรคเล่นพวก ปิดกั้นเสรีภาพ

เมื่อเป็นเช่นนี้ อาการ "หมดความอดทน" ในหมู่ประชาชนจึงเริ่มก่อตัว

ในช่วงเวลานั้นนิสิตนักศึกษาเป็นกลุ่มที่เข้ามามีบทบาททางสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งในปี 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ต่อต้านการครอบงำทางเศรษฐกิจ หรือเสนอแนวทางรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในปี 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลายเป็นศูนย์รวมของการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำนาจของเผด็จการ

กิจกรรมการเคลื่อนไหวสำคัญคือ เดินขบวนประท้วงสินค้าญี่ปุ่นปลายปี 2515 ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปล่าสัตว์ที่ป่าทุ่งใหญ่ และคัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 คนออกกลางปี 2516




จากการประท้วงกรณีนักศึกษารามคำแหง 9 คน เมื่อวันที่ 21-22 มิ.ย.2516 จึงนำมาซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ในวันที่ 5 ต.ค. การชุมนุมก่อตัวขึ้น เริ่มจากนายธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย บัณฑิตวิศวะ จุฬาฯ ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิก 10 คน เปิดแถลงข่าวที่ท้องสนามหลวง มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1.เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว 2.จัดหลักสูตรอบรมรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชน และ 3.กระตุ้นประชาชนให้สำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

ฝ่ายรัฐบาลในตอนนั้น ตอบโต้การชุมนุมนี้ด้วยการจับกุมนักศึกษาและผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ด้วยการตั้งข้อกล่าวหาชนิดก็ว่ากันไป เช่น พบเอกสารคอมมิวนิสต์ มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง

บรรยากาศการเผชิญหน้าจึงตึงเครียดขึ้นทุกวัน และจำนวนผู้ชุมนุมก็เพิ่มขึ้นทุกวันจนเป็นเรือนแสน แน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในวันที่ 13 ต.ค. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำนักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจให้เป็นหัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน นำฝูงชนเคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์มุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า และสวนจิตรลดาเพื่อหวังพระบารมีเป็นที่พึ่ง ตามลำดับ

ในวันที่ 14 ตุลา เกิดการปะทะเล็กๆ ระหว่างฝูงชนและตำรวจ กระทั่งบานปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ไปถึงถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว กรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้า มีคนตายจำนวนมาก

ในเวลา 19.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกรายการโทรทัศน์ พระราชทานกระแสพระราชดำรัส ว่าวันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันมหาวิปโยค และตรัสว่า รัฐบาลจอมพลถนอมได้ลาออกแล้ว และทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกฯคนใหม่

อย่างไรก็ตาม จอมพลถนอมยังกั๊กอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสั่งให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมต่อไป

การปราบปรามรุนแรงดังกล่าว เริ่มทำให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาล และมีทหารตำรวจส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ในจำนวนนี้รวมถึงพลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ.และกองทัพอากาศ กองทัพเรือ ด้วย จึงเป็นแรงกดดันให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออก และเดินทางออกจากประเทศพร้อมจอมพลประภาส จารุเสถียร และพล.อ.ณรงค์ กิตติขจร เหตุการณ์จึงสงบลงโดยพลัน

เหตุการณ์ 14-15 ต.ค.2516 ปิดฉากลงด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาและประชาชนยังดำเนินต่อไป

(15 พย 44)

ข้อมูลคล้ายกัน

14 ต.ค. เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ปฏิวัติยึดอำนาจตัวเองทั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2514 ปกครองแบบเผด็จการทหาร ประชาชนถูกจำกัดสิทธิ์ จึงเกิดกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยเรื่อยมา กระทั่งมีการแจกใบปลิวคัดค้านเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย ในเดือนตุลาคม 2516 รัฐบาลจึงสั่งจับกุมผู้แจกใบปลิวได้ทั้งหมด 13 คน ส่งผลให้นักศึกษาร่วมอุดมการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัว 13 นักศึกษาดังกล่าวและจัดให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยมีคลื่นมหาชนเข้าร่วมเรียกร้องในครั้งนี้ ท้ายที่สุดกลุ่มนักศึกษายื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลปล่อยตัวภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งรัฐบาลยอมประกาศปล่อยตัวในที่สุด และมีการสั่งตรึงกำลังทหาร-ตำรวจที่หน้าสวนจิตรลดา การประกาศของรัฐบาลยังไม่รู้กันในคนหมู่มาก เมื่อนักศึกษาจะเดินกลับบ้านมาพบกับทหาร-ตำรวจกลุ่มดังกล่าว จึงเกิดการปะทะกันขึ้นจนเกิดเหตุการณ์จลาจลใหญ่ในวันที่ 14 ต.ค. กระทั่งรัฐบาลจอมพลถนอม ลาออก และยอมเดินทางออกนอกประเทศร่วมกับ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ซึ่งตรงนี้เชื่อว่ามีกลุ่มอำนาจอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาสวมรอยโค่นถนอม-ประภาส



สำหรับบุคคลที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่คุ้นชื่อ อาทิ ธีรยุทธ บุญมี เสกสรร ประเสริฐกุล จิระนันท์ พิตรปรีชา วิสา คัญทัพ ส่วนที่เป็นนักการเมือง เช่น สุธรรม แสงประทุม ชำนิ ศักดิเศรษฐ พินิจ จารุสมบัติ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ฯลฯ


หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่ร่าง โดยเรียกกันว่า " สภาสนามม้า " จนนำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ. 2518 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น มีคำเรียกว่าเป็นยุค " ฟ้าสีทองผ่องอำไพ " แต่ทว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้าน แม้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ จนนำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา


คลิกชมภาพขนาดใหญ่












______________________________________________________________________
ที่มา : http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=7688
ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น